การลงทุนหุ้น

ถอดรหัสกลยุทธ์แบบมือโปร ปกป้องทรัพย์สินใน การลงทุนหุ้น อย่างไรให้ไม่มีสะดุด !

การปกป้องทรัพย์สินถือเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารธุรกิจและการจัดการสินทรัพย์ สำหรับการลงทุนในหุ้นให้ประสบความสำเร็จในระยะยาวนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาเงินทุนไว้ให้ได้ค่ะ ซึ่งวอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนระดับตำนานนั้นได้มีกฎข้อสำคัญข้อหนึ่งก็คือ “อย่าทำให้เงินหาย” แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องรีบขายหุ้นทิ้งทั้งพอร์ตทันทีที่ราคาหุ้นร่วง แต่คุณควรหมั่นตรวจสอบและปรับสมดุลสินทรัพย์ของคุณให้รอบคอบนั่นเอง และถึงแม้ว่าเราจะไม่สามารถกำจัดความเสี่ยงจากการลงทุนให้หมดไปได้ แต่ก็มีหลายวิธีที่จะช่วยลดความเสี่ยงลงได้ค่ะ และในบทความนี้ DIYINSPIRENOW จะแนะนำกลยุทธ์ยอดนิยมในการปกป้องทรัพย์สินสำหรับการเทรดในตลาดหุ้น ซึ่งจะช่วยให้คุณลงทุนได้อย่างอุ่นใจมากขึ้น

แกะกลเม็ดเด็ด ชวนดูวิธีรักษาเงินในการลงทุนให้รอดปลอดภัยในสมรภูมิหุ้น

การลงทุนหุ้น
Image Credit : freepik.com

ในโลกการลงทุนที่ผันผวนและไม่แน่นอน การปกป้องสินทรัพย์ของคุณในตลาดหุ้นเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง แต่คุณรู้หรือไม่ว่ามีกลยุทธ์มากมายที่สามารถช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืน และไม่ว่าคุณจะเป็นนักลงทุนมือใหม่หรือมีประสบการณ์ ในบทความนี้ก็จะมาเผยเคล็ดลับและเทคนิคที่ดีที่สุดในการปกป้องพอร์ตการลงทุนของคุณ พร้อมแนะนำวิธีการที่ชาญฉลาดในการรับมือกับความผันผวนของตลาด เพื่อให้คุณสามารถลงทุนได้อย่างมั่นใจและประสบความสำเร็จในระยะยาว ตามมาดูกันค่ะ

กระจายความเสี่ยง เพิ่มความมั่นคง : เคล็ดลับจัดพอร์ตแบบรอบด้าน

คนที่เก่งเรื่องการเงินหลายคนบอกว่า ถ้าเราลงทุนในหุ้นหลายๆ ตัว ตั้งแต่ 12 ตัวขึ้นไป ไปจนถึง 30 ตัว จะช่วยลดความเสี่ยงได้เยอะเลย วิธีนี้จะทำให้พอร์ตของเราไม่ขึ้นลงแรงเกินไป และยังช่วยลดโอกาสที่จะเจ็บตัวพร้อมๆ กันด้วยไอเดียหลักๆ ของวิธีนี้คือ เราลงทุนในหลายอย่างที่ไม่เกี่ยวข้องกัน เพราะแต่ละอย่างมักจะตอบสนองต่อเหตุการณ์ในตลาดไม่เหมือนกัน เช่น ถ้าตลาดแลกเงินต่างประเทศมีปัญหา ตลาดหุ้นอาจจะยังเติบโตดีอยู่ หรือถ้าของอย่างหนึ่งราคาตก อีกอย่างอาจจะราคาขึ้นก็ได้

แต่วิธีนี้ก็มีข้อควรรู้เหมือนกัน มันช่วยลดความเสี่ยงที่จะขาดทุนมากๆ แต่ก็อาจทำให้โอกาสได้กำไรก้อนโตน้อยลงด้วย เหมือนเราแบ่งความเสี่ยงออกไป กำไรก็เลยกระจายไปด้วย ทำให้ผลลัพธ์โดยรวมไม่สุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง ดังนั้นอีกอย่างที่ต้องระวังคือ บางครั้งสิ่งที่เราคิดว่าไม่เกี่ยวข้องกัน อาจจะมาเชื่อมโยงกันในอนาคตก็ได้ ถ้าเกิดแบบนี้ขึ้น วิธีกระจายความเสี่ยงของเราก็อาจจะไม่ได้ผลดีเท่าที่เราคาดคิด

การลงทุนหุ้น
Image Credit : freepik.com

กระจายการลงทุน ลดความเสี่ยง

คนเก่งๆ ในตลาดหุ้นแนะนำให้เราลงทุนในหลายๆ อย่าง เขาบอกว่า ช่วงที่ตลาดไม่ดี พอร์ตที่ลงทุนหลากหลายจะช่วยให้เราเจ็บตัวน้อยกว่าพอร์ตที่ลงทุนแค่ไม่กี่อย่าง

การกระจายการลงทุนก็คือ การเอาเงินไปลงในหลายๆ ที่ หลายๆ แบบ ไม่ใช่แค่หุ้นอย่างเดียว แต่อาจจะรวมถึงพวกพันธบัตร ทองคำ หรืออสังหาริมทรัพย์ด้วย วิธีนี้ช่วยลดความเสี่ยงที่เกิดจากการลงทุนในบริษัทใดบริษัทหนึ่งโดยเฉพาะ แต่ก็ยังมีความเสี่ยงจากภาพรวมของตลาดอยู่บ้าง วิธีนี้ใช้ได้ผลจริงๆ ช่วยให้เรานอนหลับสบายขึ้นเยอะเลยล่ะค่ะ

ตั้งจุดตัดขาดทุน ช่วยจำกัดความเสียหาย

วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการควบคุมกำไรและลดความเสี่ยงจากการขาดทุน เราเรียกมันว่า “สต็อปลอส” (Stop-Loss) หรือจุดตัดขาดทุน วิธีการก็คือ เราตั้งราคาขายล่วงหน้าเอาไว้ เช่น ถ้าเราซื้อหุ้นมาที่ราคา 232 ดอลล่าร์ แล้วราคาขึ้นไปถึง 240 ดอลล่าร์ เราอาจจะขายเลยก็ได้ แต่ถ้าอยากลุ้นให้ราคาขึ้นต่อ เราก็ตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ที่ 239 หรือ 240 ดอลล่าร์ ถ้าราคาหุ้นขึ้นต่อ เราก็เลื่อนจุดตัดขาดทุนให้สูงขึ้นได้ แต่ถ้าราคาลง เราก็จะไม่ขาดทุนเลย เพราะขายทันทีที่ถึงราคาที่เราตั้งไว้ ซึ่งบางคนใช้จุดตัดขาดทุนแบบเลื่อนได้ คือมันจะปรับตัวเองอัตโนมัติเมื่อราคาหุ้นขึ้น ตลาดหุ้นสมัยนี้มีระบบให้เราตั้งจุดตัดขาดทุนได้ง่ายๆ เลย ช่วยให้เรานอนหลับสบายขึ้นเยอะ

การลงทุนในหุ้นปันผล ได้ทั้งกำไรและเงินคืน

อีกวิธีหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการขาดทุนคือ การลงทุนในบริษัทที่จ่ายเงินปันผล จากการศึกษาพบว่า บริษัทที่จ่ายเงินปันผลมักจะทำกำไรได้เร็วกว่าคู่แข่งที่ไม่จ่ายเงินปันผลให้นักลงทุน นอกจากนี้ การเติบโตที่เร็วกว่ายังทำให้ราคาหุ้นของบริษัทสูงขึ้นด้วย

ผลการวิจัยยังพบอีกว่า บริษัทที่จ่ายเงินปันผลมีโอกาสดึงดูดนักลงทุนได้มากกว่าถึงสองเท่า เรียกว่าได้ประโยชน์ทั้งสองทาง ทั้งเงินปันผลที่ได้รับระหว่างทาง และโอกาสที่ราคาหุ้นจะเพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งแบบนี้เราก็มีโอกาสได้กำไรทั้งจากเงินปันผลและราคาหุ้นที่อาจขึ้น ช่วยลดความเสี่ยงไปได้เยอะเลยล่ะ

การลงทุนหุ้น
Image Credit : freepik.com

กลยุทธ์ใช้สัญญาสิทธิป้องกันความเสี่ยง

ปกติแล้ว นักลงทุนมักจะรีบขายหุ้นเพื่อเก็บกำไรทันทีที่ราคาขึ้น แต่บางทีการขายเร็วเกินไปก็อาจทำให้พลาดกำไรที่มากกว่าได้ เลยมีวิธีป้องกันความเสี่ยงอีกแบบ นั่นคือการซื้อ “สัญญาสิทธิ” หรือที่เรียกกันว่า “Option” นั่นเอง สัญญาสิทธินี้เหมือนการพนันว่าราคาหุ้นจะลง แต่ต่างจากการขายหุ้นแบบชอร์ต ตรงที่เราได้สิทธิ์ขายหุ้นในราคาที่กำหนดในอนาคต ยกตัวอย่างง่ายๆ แบบนี้นะคะ

  • สมมติเรามีหุ้นบริษัท A อยู่ 100 หุ้น
  • ราคามันพุ่งขึ้นมา 80% ใน 1 ปี ตอนนี้อยู่ที่หุ้นละ 100 ดอลล่าร์
  • เรายังเชื่อมั่นในอนาคตของบริษัท แต่ก็กลัวว่าราคาอาจจะลงเพราะขึ้นเร็วเกินไป

เราเลยซื้อสัญญาสิทธิที่ให้ขายหุ้นบริษัท A ที่ราคา 105 ดอลล่าร์ในอีก 6 เดือนข้างหน้า ถ้าราคาหุ้นลงจริงๆ ราคาของสัญญาสิทธิก็จะพุ่งขึ้น เราก็เอาสัญญาสิทธินี้ไปขายเพื่อชดเชยการขาดทุนจากราคาหุ้นที่ลงได้ วิธีนี้ช่วยให้เรายังถือหุ้นไว้ได้ แต่ก็มีเกราะป้องกันความเสี่ยงด้วย เหมือนมีประกันให้หุ้นเรานั่นเอง

สรุป : การปกป้องทรัพย์สิน คือหัวใจของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ

การปกป้องทรัพย์สินเป็นส่วนสำคัญมากๆ ของการทำธุรกิจให้สำเร็จ โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจและเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็วแบบนี้ การปกป้องทรัพย์สินที่ดีไม่ได้ช่วยแค่เรื่องการเงินของบริษัท แต่ยังช่วยเรื่องชื่อเสียง การพัฒนา และความสำเร็จในระยะยาวด้วย ซึ่งในบทความนี้ เราได้พูดถึงหลายวิธีในการปกป้องทรัพย์สิน ทั้งเรื่องกฎหมาย การเงิน เทคนิค และการบริหารจัดการ ซึ่งสิ่งสำคัญที่ต้องเน้นย้ำคือ แต่ละธุรกิจก็ไม่เหมือนกัน ดังนั้นการเลือกวิธีปกป้องทรัพย์สินก็ต้องเลือกให้เหมาะกับลักษณะและเป้าหมายของแต่ละบริษัท

Inspire Now ! : การที่เราคอยระวังป้องกันไว้ก่อน และปรับเปลี่ยนวิธีการให้ทันสมัยอยู่เสมอ จะช่วยให้ทรัพย์สินของเราปลอดภัย แม้ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจหรือกฎหมายจะเปลี่ยนไปยังไงก็ตาม ใครสนใจเรื่องหุ้น แล้วยังไม่ได้เริ่ม ลองเปิดพอร์ตแล้วเริ่มลงทุนกันเลย

DIY INSPIRE NOW ทำให้ฉันได้ไอเดียมากขึ้นกว่าเดิมใช่ไหม ? ใครใช้กลยุทธ์การลงทุนหุ้นแบบไหนกันอยู่ มาคอมเมนต์คุยกันนะคะ ♡

Featured Image Credit : freepik.com/piyato

Facebook Comments

หาข้อมูล-ลงมือเขียนและเรียบเรียงโดยทีมกองบรรณาธิการเว็บไซต์ DIY INSPIRE NOW