Guest : แพทย์จีนธันย์ชนก เอื้อธรรมมิตย์ (หมอเตย)
Explore the Past ไปกับ แพทย์จีน ศาสตร์ที่มีมายาวนานกว่า 2,000 ปี
สัมภาษณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นจากเรามีความสนใจในการ Empathize ของหมอเตยค่ะ เรื่องมีอยู่ว่า คุณแม่ของเรามีอาการปวดหัว ไปหาหมอแผนปัจจุบันก็แล้ว ตรวจสุขภาพประจำปีก็แล้ว ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่ไม่รู้เพราะอะไร อาการปวดหัวก็ยังไม่หาย เลยพาคุณแม่ไปหาหมอจีน แพทย์ทางเลือกที่คลินิกแห่งหนึ่งในประเทศไทย พบหมอเตยครั้งแรก หมอซักถามอาการคุณแม่อย่างละเอียดมาก เรียกได้ว่าเป็นการ Empathize ที่ทำให้เราประทับใจ
พาคุณแม่ไปหาหมออยู่หลายครั้ง เลยทำให้เรารู้สึกสนใจในศาสตร์แพทย์แผนจีน และอยากพูดคุยสัมภาษณ์กับคุณหมอเกี่ยวกับศาสตร์นี้ให้มากขึ้น และนี่ก็คึอที่มาที่ทำให้เกิดบทสัมภาษณ์นี้ขึ้นมาค่ะ
ศาสตร์แพทย์แผนจีนเป็นศาสตร์เก่าแก่ที่มีมานานมากกว่า 2,000 ปี เป็นศาสตร์เก่าแก่ที่เน้นการรับฟังอาการของผู้ป่วย ซึ่งคล้ายกันกับแพทย์แผนไทยตามที่เราได้เคยคุยกับหมอแดง มา ว่าแต่จุดเด่นของแพทย์แผนจีนคืออะไร แพทย์แผนจีน เรียนกี่ปี เรียนแล้วได้อะไร อยากเรียนต้องเตรียมตัวยังไง เราไป Explore the Past ผ่านประสบการณ์ของหมอเตยกันนะคะ
1. คุณหมอในช่วงวัยเด็กเป็นยังไง ? โตมาในครอบครัวแบบไหน ความฝันต่างๆ ในวัยเด็กคืออะไร ?
“ในช่วงวัยเด็ก ยังไม่ได้มีจุดมุ่งหมาย เล่นซนไปเรื่อยๆ แต่เติบโตมาในครบอครัวคนไทยเชื้อสายจีน ด้วยความที่เคยแต่เที่ยวเล่นในละแวกบ้านเรา ก็มีความฝันว่าอยากจะไปทำงานต่างประเทศ มองเห็นแต่ว่าถ้าเป็นนักการทูตจะไปทำงานต่างประเทศได้ ก็เลยฝันอยากเป็นนักการทูต”
หมอเตยมีความสนใจในเรื่องต่างประเทศมาตั้งแต่เด็ก เรียกว่าเป็นพื้นฐานที่ดีในการต่อยอดทางภาษาเลยทีเดียว ผู้อ่านเห็นด้วยมั้ยคะ ?
2. ช่วยเล่าชีวิตในช่วงวัย 20 ว่าเป็นยังไงบ้าง ? การศึกษา ประสบการณ์ วิธีคิด หรือมี point ไหนมั้ยที่จุดประการให้เราทำอาชีพนี้ในตอนนี้ ?
“ช่วงมัธยมปลายจะเป็นช่วงสำคัญ แต่จริงๆ แล้วช่วงเด็กๆ อาม่าจะเป็นคนสอนภาษาจีนแต้จิ๋วให้กับเรา เราก็มีความสนใจในภาษาอังกฤษ เราได้ภาษาอังกฤษ พอในช่วงมัธยมปลายที่เราต้อง เลือกเรียนสาย ก็เลยเลือกวิทย์คณิต เพราะคิดว่าจะทำให้เราไปต่อในแต่ละด้านได้ ที่บ้านก็จะชี้ให้ดูว่าอยากเรียนหมอมั้ย ก็เป็นตัวเลือกนึง แต่พอต้องเลือกเรียนจริงๆ เราก็รู้ว่าเราไม่ชอบคณิตกับฟิสิกส์ เราจะเรียนได้ดีในพวกชีววิทยา หรือว่าเคมีอะไรพวกนี้ ก็เลยอยากสอบเข้าในพวกสายอาชีพแพทย์”
3. ทำไมถึงสนใจศาสตร์แพทย์แผนจีน ?
“ชวนเอ็นทรานซ์ เราอ่านหนังสือหนัก เลยทำให้ปากเป็นแผล ร้อนในง่าย เป็นทีก็สองสามแผลในปาก เป็นนานไม่หาย แม่ก็เลยพาไปหาหมอจีน พอหาย ก็แบบ เอ้ย ! ยาจีนก็รักษาหายด้วย แล้วมหาลัยหัวเฉียวก็มาแนะแนว แนะนำว่ามหาลัยเค้ามีอะไรบ้าง เราก็เห็นว่ามีแพทย์แผนจีน เราก็เลยเอาไปให้แม่ดู แม่ก็บอกว่าเรียนมั้ย ตอนนั้นยังไม่รู้ลยค่ะว่าแพทย์แผนจีนเรียนอะไรบ้าง ก็เลยลองยื่นคะแนนดู แล้วปรากฎว่าสอบติดคณะแพทย์แผนจีน ก็เลยเลือกเรียน ณ ตอนนั้น”
4. ช่วยเล่านิยาม ประวัติความเป็นมาของศาสตร์แพทย์แผนจีนให้ฟังหน่อยค่ะ
“แพทย์แผนจีนมีการศึกษา การทดลอง การเก็บข้อมูล อาการ โรคของคนไข้ มีลักษณะของโรคต่างๆ มีระยะเวลากว่า 2,000 ปีแล้ว ซึ่งเค้ามองว่าวิธีการรักษาของเค้าก็จะเลือกใช้ส่วนต่างๆ ของต้นไม้ อาหาร ที่อยู่รอบตัวเรา เป็นยาด้วยกันได้ทั้งหมด จะมีการเก็บรวบรวมข้อมูล ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น จนตอนนี้มีการพัฒนาตัวยา ให้คนรุ่นหลังมีแนวทางในการรักษาโรคได้”
5. แพทย์แผนจีน กับแพทย์แผนปัจจุบัน ต่างกันตรงไหนบ้าง ?
“เป็นคนละแนวทางกันเลย แพทย์แผนปัจจุบันเค้าจะมองว่าสาเหตุของการเกิดโรคเนี่ย เกิดที่อวัยวะใด อวัยวะหนึ่ง ลึกลงไปถึงระดับเซลล์ แต่แพทย์แผนจีนเราจะมองว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นองค์รวม คำว่าองค์รวมหมายถึงว่า สมมุติว่าคุณเกิดอาการใดอาการหนึ่งขึ้นมา มันไม่ได้หมายความว่าเกิดจากอวัยวะเดียว อาจจะมีอวัยวะอื่นๆ ทำให้ร่างกายของเราเสียสมดุลไป และเกิดเป็นโรคขึ้น หรือแม้แต่อาการที่เกิดขึ้น อาจมีความเกี่ยวข้องกับธรรมชาติรอบตัวเราก็ได้ เช่น ฤดูกาลต่างๆ เวลาเรารักษาก็เลยจะต้องคำนึงถึงด้วยว่า สภาพอากาศ หรือว่าพื้นที่นั้นๆ มันเหมาะสมกับที่เราจะจ่ายยานั้น เราต้องดูด้วยว่า คนไข้รับไหวมั้ย ถ้ารับได้ เราก็จะเพิ่มปริมาณมากหน่อย ถ้าร้อนในง่าย เราก็ต้องลดปริมาณ หรือระมัดระวังในการใช้ยาร้อน”
6. ความยากง่ายของการเรียนแพทย์แผนจีนคืออะไรบ้าง ? ต้องเรียนภาษาจีนก่อนด้วยมั้ย ?
“อันดับแรกเลยที่จะต้องเจอก็คือ ภาษาจีน คนที่เริ่มเรียนไม่ต้องมีพื้นฐานมาก่อน พอเราเข้ามหาลัย เค้าถึงให้เราเริ่มเรียนภาษาจีน เริ่มเรียนในที่นี้ก็คือ ต้องฟัง พูด อ่าน เขียน ได้คล่อง เพราะเราจะต้องฟังอาจารย์ที่เป็นคนจีน พอเราเริ่มเข้าเรียนวิชาพวกแพทย์แผนจีนแล้วเนี่ย เราจะต้องเจอศัพท์โบราณ ต้องเข้าใจใหม่ คำนี้หมายถึงโรคอะไร เป็นต้น”
เราถามเพิ่มเติมเรื่องเรียนภาษาจีนว่า ต้องมีสอบวัดระดับภาษาจีนด้วยมั้ย ? คุณหมอตอบว่า “มีค่ะ จะสอบเป็น HSK คือจะมีการกำหนด แต่ละมหาวิทยาลัย คือจะไม่เท่ากัน ให้ผ่านเกณฑ์นี้ ถึงจะจบได้”
7. อยากเรียนแพทย์แผนจีนต้องเตรียมตัวยังไง เรียนที่ไหนได้บ้าง ?
“เตรียมใจก่อนเลยค่ะ อันดับแรก อันที่สองคือ เดี๋ยวนี้มีมหาลัยเปิดรับหลายที่ บางที่ก็อาจรับเด็กสายศิลป์ด้วย บางที่ก็รับแต่เด็กวิทย์ คณิตอย่างเดียว แต่ถ้าเป็นเด็กสายศิลป์ เวลาเรียนจะมีเรียน anatomy เรียน biochem เข้าไปด้วย ถ้าเป็นเด็กสายศิลป์ก็อาจมีปัญหาในการเข้าเรียนพวกวิชานี้” สำหรับคนที่กำลังอยากรู้ว่าแพทย์แผนจีน เรียนกี่ปี หมอเตยบอกว่าต้องเรียน 5 – 6 ปี ส่วนมหาวิทยาลัยที่เปิดรับ ก็ยกตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัยหัวเฉียว มหาวิทยาลัยจันทรเกษม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง หรือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยหลังจาก 5 – 6 ปี แพทย์จีน อาจมีการเรียนเพิ่มเติมเพื่อเติมความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของตัวเองได้ เช่น ฝังเข็ม นวดทุยหนา เป็นต้น ซึ่งจะใช้เวลาเรียนเพิ่มเติมอีกประมาณ 3 ปี
8. จุดเด่นของศาสตร์แพทย์แผนจีนคืออะไร ?
“คนไข้อาจจะมาในโรคเดียวกัน แต่ว่าแต่ละคน แต่ละโรค เราใช้ยาไม่เหมือนกัน บางทีคนไข้เวียนหัวมา 2 คน คนนี้เราอาจใช้จำนวนพวกนี้ อีกคนเราอาจต้องรักษา บำรุงเค้าในอีกแบบนึง ก็จะเป็นลักษณะเด่นของแพทย์แผนจีน หรือว่าในตำรับยาที่เราต้องใช้ มันสามารถใช้รักษาโรคอื่นได้”
เรียกว่าเป็นการทำความเข้าใจคนไข้ ทำความเข้าใจกลุ่มอาการของเค้าว่าเกิดจากสาเหตุไหน แล้วเลือกจ่ายยาให้เหมาะสมกับแต่ละคน โดยในยาชนิดเดียวอาจรักษาได้หลากหลายโรค เราคิดว่ามีสเน่ห์มาก ใส่ใจ personalize เพื่อเข้าใจถึงสาเหตุ และ รักษาได้ตรงจุด
อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจกำลังคิดว่า การรักษาแบบแผนจีนจำเป็นต้องอาศัยระยะเวลาที่นานกว่าแพทย์แผนปัจจุบัน หมอเตยตอบว่า “มันขึ้นอยู่กับโรค และอาการของคนไข้ ถ้าเป็นหวัดก็อาจใช้เวลาใกล้เคียงกัน คือ 1 สัปดาห์ หรือคนไข้ที่มีอาการชา ก็อาจจะใช้ระยะเวลานานหน่อย อาจจะเป็นการไหลเวียนเลือด หรือเลือดน้อย เราก็จะใช้ยาบำรุง ปรับการไหลเวียนเลือด เป็นต้น”
ความน่าสนใจอีกอย่างหนึ่งของแพทย์แผนจีนตามที่คุยกับคุณหมอก็คือ แพทย์จีน 1 คน สามารถรักษาได้ทุกโรค ไม่ได้แบ่งสาขาของโรคตามเหมือนแพทย์แผนปัจจุบัน เนื่องจากศาสตร์แพทย์แผนจีน เป็นศาสตร์การดูแลรักษาแบบองค์รวม “เมื่อก่อนแพทย์จีน 1 คน รักษาได้ตั้งแต่หัวจรดเท้า แต่ในปัจจุบัน ยุคสมัยเปลี่ยนไป บทบาทของแพทย์ก็จะมีการกำหนดสาขาให้เราเข้าใจ และพัฒนาบุคคลให้เข้าใจโรคได้มากขึ้น”
แล้วโรคแบบไหน ถึงมาหาหมอจีนได้บ้าง เราถามหมอเตยต่อด้วยความสงสัย
“ได้ทุกโรคเลยนะคะ หลายคนคิดว่าการกินยาจีนเป็นแค่ยาบำรุงเฉยๆ แต่จริงๆ ไม่จำเป็น เราสามารถใช้รักษาโรคในอาการต่างๆ ได้”
9. ช่วงวัย 30 ของคุณหมอ เป็นยังไงบ้างคะ หน้าที่การงานเป็นไปตามที่ฝันไว้มั้ย ?
“การงานที่ตั้งใจเรียนมา ได้เป็นหมอจีน ตามที่ฝันไว้ แต่หลังจากที่รักษาคนไข้ไประยะนึงแล้ว รู้สึกว่าความรู้ที่เรียนมาตั้งแต่เรียน ป.ตรี ป.โท ยังคนไม่เพียงพอ ยังต้องอ่านหนังสือ พัฒนาตัวเองในทุกวัน เพื่อนำความรู้นั้นมารักษาคนไข้ ให้หายจากโรคได้โดยเร็ว”
เราถามต่อว่า ตอนทำงานจริง กับตอนเรียน ต่างกันมั้ย หมอเตยตอบว่า “มากเลยค่ะ ตอนเรียน เราเหมือนเรียนเพื่อไปสอบ มันจะค่อนข้างมีแพทเทิร์น จะมีลักษณะอาการของโรคที่ชัดเจน แล้วเราไปสอบ เราก็ได้คะแนน แต่พอชีวิตจริงปุ๊ปเนี่ย เราจะเห็นความแตกต่างได้เลยก็คือตอนฝึกงาน ตอนที่เราขึ้นคลิกนิก คนไข้บอกอาการมา เราไม่รู้เลย ว่าเกิดจากอะไรกันแน่ เพราะอาการที่คนไข้แจ้งมา มันมีความซับซ้อน ในร่างกายของคนไข้เอง ทำให้เราแยกแยะไม่ได้ เพราะไม่ตรงกับในหนังสือ ไม่รู้ว่าจะใช้ยาอะไร ถ้ายกตัวอย่างก็คือ อาการเป็นหวัด ปกติเราก็จะกินยาแก้แพ้ ลดน้ำมูก แก้ไอ เจ็บคอ แต่ในแพทย์แผนจีน การรักษาหวัด จะแบ่งเป็น 5 กลุ่มอาการย่อย คือจะมองว่า หวัดเนี่ยเกิดจาก ลมเย็น ลมร้อน ลมความแห้ง คนที่ร่างกายไม่แข็งแรง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ พอโดนลมเย็นก็ทำให้เกิดหวัดได้ เป็นต้น ลักษณะเด่นของคนไข้ลมเย็น ก็จะคันคอ ปวดเมื่อยตามตัว แต่พอเกิดจากลมร้อน ก็จะเจ็บคอ กระหายน้ำ เป็นไข้ ตัวร้อน บางที คนไข้เดินเข้ามา อาจจะเจ็บคอ เป็นไข้สูง แต่มีอาการปวดเมื่อยของอาการลมหนาวด้วย มันทำให้เวลาเราใช้ยา คนไข้มีอาการลมร้อนชัดเจน แต่มีอาการลมหนาว เราก็จะใช้ยาที่ ช่วยอาการลมหนาวนิดหน่อยเข้าไปด้วย ตอนที่เราทำงานเราก็ต้อง mix and match ให้เหมาะกับคนไข้มากที่สุด มันจะไม่ตรงตามในหนังสือเป๊ะๆ”
ยิ่งมีประสบการณ์ทำงานมากขึ้น ก็จะทำให้วิเคราะห์โรคเก่งขึ้น จ่ายยาที่ตรงกับโรคได้แม่นยำมากขึ้น เรียกว่าเป็นศาสตร์ที่น่าสนใจมากๆ เลยค่ะ
10. คุณหมอได้เรียนรู้อะไรจากการเรียนศาสตร์แพทย์แผนจีนบ้าง ?
“ทำให้เราเป็นคนที่ช่างสังเกตมากขึ้น เนื่องจากเราต้องฟังคนไข้มากขึ้น สาเหตุของเค้า เค้าไปทำอะไรมาถึงป่วย แล้วจับจุดให้ได้ มันอาจจะเจอ key point สำคัญที่คนไข้อาจไม่รู้ แต่เป็น key point ที่เราจะใช้ประกอบการรักษาได้”
เราถามต่อเกี่ยวกับในแง่การใช้ชีวิต ที่ได้จากการเรียนแพทย์แผนจีน และได้คำตอบว่า “เราก็จะได้รู้ว่า วิธีการไหนที่จะทำให้เรามีสุขภาพดีมากที่สุด เช่น การนอน ปกติเรารู้กันอยู่แล้วว่าควรนอนให้ครบ 8 ชั่วโมง ใช่มั้ยคะ ? แต่ในหลายๆ ครั้ง การนอนครบ 8 ชั่วโมง มันไม่ใช่คำตอบที่เพียงพอ ถ้าคุณนอนครบ 8 ชั่วโมง แต่เวลาในการนอนมันไม่ถูกต้อง เช่น นอนตี 3 ถึงแม้ว่านอน 8 ชั่วโมงก็จริง แต่มันก็ส่งผลต่อสุขภาพได้”
ฟังเรื่องการนอนแล้วน่าสนใจค่ะ ก็เลยถามเพิ่มว่า แล้วการนอนแบบไหนถึงถูกวิธี หมอเตยเล่าต่อว่า “เวลาที่เราเข้านอนที่เกิดขึ้นคือ เลทสุดไม่เกินเที่ยงคืน เพราะว่าช่วงเวลาเที่ยงคืนถึงตีสาม เป็นระยะเวลาที่สำคัญของอวัยวะตับในทางแพทย์แผนจีน ถ้าในแพทย์แผนปัจจุบันก็อาจจะบอกว่า มันจะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันอย่างนี้ใช่มั้ยคะ แล้วก็ตับก็จะทำการกำจัดพวกสารพิษอะไรแบบนี้ ทีนี้ ถ้าเราไม่ได้หลับสนิทในช่วงเที่ยงคืนจนถึงตีสามก็จะทำให้ตับทำงานได้ไม่ดี อาจจะทำให้เราเป็นภูมิแพ้ได้ง่าย หรือมีพวกความร้อนเกิดขึ้น ทำให้เราปวดหัว หรือว่าเวียนหัวตามมาได้”
11. จากวัยเด็กจนเดินทางมาถึงตอนนี้แล้ว มีอะไรอยากจะบอกตัวเอง หรือขอบคุณตัวเองบ้างมั้ยคะ ?
“อยากบอกตัวเองว่า การพัฒนาตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ ไม่จำเป็นที่จะเป็นความรู้เรื่องแพทย์แผนจีนเท่านั้น แต่เป็นการพัฒนาทางด้านจิตใจ ที่มองว่า ณ ปัจจุบันนี้มีความสำคัญมากๆ เหมือนสังคมในยุคปัจจุบันนี้มันจะมี Toxic ค่อนข้างสูง บางทีเรารับรู้ข่าวสารมากเกินไปก็เลยทำให้เรามีความเครียดได้ การพัฒนาจิตใจ รู้จักปล่อยวาง ละวาง ฝึกสมาธิ มันจะเป็นการฝึกให้จิตใจเราแข้มแข็ง ต่อสู้กับสภาวะภายนอกได้ ขอบคุณที่ตัวเองอดทน เรียนและสำเร็จเป็นแพทย์จีน ขอบคุณคนอื่นๆ ที่เข้ามา หรือโอกาสต่างๆ ที่เข้ามา ให้ตัวเองได้แข็งแรง และก้าวผ่านอุปสรรคต่างๆ ในชีวิตไปได้”
12. คุณหมอคิดว่าการ Explore the past มีความสำคัญกับการใช้ชีวิตของเรายังไงบ้าง ?
“เมื่อมองย้อนกลับไปรู้สึกว่า ดีใจ การเรียนแพทย์แผนจีนเป็นศาสตร์นึงที่ช่วยรักษาคนไข้ให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บได้ ไม่ว่าจะเร็วหรือช้า มันจะมีผลลัพธ์ของตัวมันเอง ดีใจที่เรานำความรู้มารักษาคนรอบข้าง ให้คำแนะนำคนรอบข้างได้”
13. วิธีดูแลตัวเองง่ายๆ ที่ทำได้ที่บ้านมีอะไรบ้าง ?
“แพทย์จีนจะไม่โอเคกับการกินน้ำเย็น และไม่จำเป็นต้องเป็นน้ำเย็นเสมอไป พวกของเย็นๆ ก็ด้วย เช่น ผักดิบๆ อาหารดิบๆ กินมากๆ ร่างกายเราก็จะไม่ดี หรือพวกอารมณ์ เราอาจป่วยมาก่อน จึงทำให้เกิดอารมณ์ แล้วพอเรายิ่งไปแสดงอารมณ์นี้ขึ้นมา ความเจ็บป่วยเราอาจมีมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ตับมีความร้อน ในแพทย์แผนจีนก็จะทำให้คนคนนี้โกรธง่าย โมโหง่าย พอโกรธง่าย โมโหง่าย ตับก็ยิ่งร้อนมากขึ้น ถ้าเรารู้จักที่จะจัดการอารมณ์ตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น ความโกรธ ความเสียใจ ความเครียด ก็จะทำให้โรคของเรา อาการของเราทุเลาลงไปได้”
14. คุณหมอมีอะไรที่อยากจะฝากถึงผู้อ่านมั้ยคะ ?
“การสำรวจไปในอดีต Explore the Past ปัจจุบันคนส่วนใหญ่มักจะมองไปแต่ข้างหน้า มองจุดมุ่งหมายไปแต่ข้างหน้าอย่างเดียว บางทีการที่มองแต่จุดหมายไปข้างหน้าอย่างเดียว อาจทำให้เรามองไม่เห็นทางก็ได้ ทางที่เรากำลังจะไปข้างหน้ามันใช่จริงหรือเปล่า ให้เราลองมองย้อนกลับไปในอดีต เราอาจจะพบว่า ทางที่เราจะก้าวไปมันเป็นทางที่ถูกต้องนะ หรือว่าเราได้ผ่านมาไกลแค่ไหน พอแล้วหรือยัง เราหยุดมั้ย ถ้าเรารู้ว่าเราจะก้าวพลาด เราก็ควรจะหยุดดีกว่า ก่อนที่จะเราก้าวต่อไป”
ก่อนจะจบสัมภาษณ์วันนั้น เรานึกขึ้นมาได้ว่า คนที่เรียนภาษาตะวันออก มักจะต้องมีคำคม หรือคติอะไรบางอย่าง ที่เรียกว่าเอาไว้เป็นกำลังใจ หรือเตือนตัวเองในเวลาที่เหนื่อย เราเลยลองถามหมอเตยว่ามีบ้างมั้ย และเราได้คำตอบว่า “ระยะทดสอบม้า กาลเวลาทดสอบคน คืออยากจะบอกว่า เราไม่จำเป็นที่จะต้องรีบร้อนเลยกับการที่จะต้องพิสูจน์ตัวเองว่าฉันยังไม่มีอะไรต่างๆ เป็นของตัวเอง ถ้าถึงเวลาวันนึง หรือว่าวันนี้เรายังทำไม่ได้ แต่ว่าเรายังอดทนทำต่อไป ถึงวันๆ นึง เราก็จะประสบความสำเร็จได้”
Inspire Now ! : เห็นด้วยกับหมอเตยมากๆ คนเราไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเองกับใครเสมอไป จงรักตัวเองให้เป็น แล้วตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง รู้จักหยุด เมื่อเหนื่อย ถอยหลังเมื่อคิดว่าไม่ใช่ทางที่ควรจะเป็น มุ่งมั่น แต่ยืดหยุ่นให้เป็น แล้วความสำเร็จที่เราตั้งเป้าไว้ก็จะเข้าใกล้เราขึ้นเรื่อยๆ ในสักวันค่ะ
DIY INSPIRE NOW ทำให้ฉันอยากเป็นคนที่ดีกว่าหรือเปล่า ? ไม่ว่าจะเป็นการเรียนเรื่องอะไร การพัฒนาตัวเองไปข้างหน้าเป็นเรื่องสำคัญ แต่การที่จะ Explore the Past เรียนรู้จากอดีตก็เป็นเรื่องที่เราควรตระหนัก และเรียนรู้ด้วยเช่นกัน ใครมีประสบการณ์ Explore the Past แบบไหน มาคอมเมนต์คุยกันนะคะ ♡