Interview : คุยกับคุณอิศมา “นักกิจกรรมบำบัด” ผู้คืนความสุขให้กับทุกมื้ออาหารในครอบครัว
กินได้อาจไม่ปลอดภัยเสมอไป มาทำความเข้าใจว่า นักกิจกรรมบำบัด คือ ใคร พร้อมแชร์เทคนิค ฝึกกลืนอาหาร ใน ผู้สูงอายุ เพื่อทุกมื้ออาหารที่ปลอดภัย
เมื่อใครสักคนรอบตัวเราไม่ว่าจะเป็นคนรัก เพื่อนสนิท หรือเพื่อนร่วมงานกำลังเผชิญวิกฤตชีวิต ร้องไห้ตรงหน้า คำถามสำคัญที่มักแวบขึ้นมาในใจเราเสมอคือ “เราควรจะพูดหรือปฏิบัติต่อเขาอย่างไรดี เพื่อให้เขารู้สึกดีขึ้นจริงๆ?” บ่อยครั้งที่เราพยายามส่งความปรารถนาดีออกไป แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นความอึดอัด หรือสร้างระยะห่างโดยไม่ตั้งใจ นั่นเป็นเพราะมนุษย์เรามีระดับการรับรู้และความรู้สึกต่อความทุกข์ของผู้อื่นที่แตกต่างกัน ซึ่งในทางจิตวิทยาได้แบ่งคำนิยามของความรู้สึกเหล่านี้ออกเป็น 3 คำสำคัญ ได้แก่ Sympathy, Empathy และ Compassion และการทำความเข้าใจความลึกซึ้งของแต่ละคำ ไม่เพียงแต่ช่วยให้เราสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการเยียวยาจิตใจและสร้างความสัมพันธ์ที่งดงามและยั่งยืนอีกด้วย และในบทความนี้ DIYINSPIRENOW จะพาไปทำความเข้าใจเรื่องนี้เพื่อให้ทุกคนนำไปปรับใช้ในชีวิตจริงกันค่ะ

บ่อยครั้งที่คำว่า “หวังดี” กลับกลายเป็นกำแพงล่องหนที่ผลักคนที่เรารักให้ไกลออกไปโดยไม่รู้ตัว ปรากฏการณ์ ‘ยิ่งปลอบยิ่งห่างเหิน’ มักเกิดขึ้นเมื่อเราพยายามยัดเยียดความสว่างหรือคำปลอบใจประเภท ‘สู้ๆ นะ’ หรือ ‘มองในแง่ดีสิ’ (Toxic Positivity) เข้าไปในวันที่พวกเขายังพร้อมจะมืดมิด ในทางจิตวิทยา พฤติกรรมนี้ไม่ได้เกิดจากเราไม่รักเขา แต่เกิดจากตัวเราเองนั่นแหละที่ทนเห็นความทุกข์ตรงหน้าไม่ได้ จึงรีบสาดคำปลอบใจเพื่อหวังให้ความเศร้านั้นหายไปไวๆ การกระทำเช่นนี้ทำให้คนฟังรู้สึกว่าความเจ็บปวดของเขาช่างไร้ค่าและไม่มีใครอยากโอบรับ ดังนั้นการกลับมาทบทวนให้ชัดว่า Sympathy vs Empathy ต่างกันอย่างไร ? จึงเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะช่วยลอกคราบ ‘คำปลอบใจตามมารยาท’ ออกไป แล้วเปลี่ยนตัวเราให้กลายเป็น ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ที่พร้อมรับฟังทุกเฉดอารมณ์ของเขาได้อย่างแท้จริงนั่นเองค่ะ
คำว่า Sympathy คือ การรับรู้ถึงความทุกข์ยาก ความเจ็บปวด หรือความโชคร้ายของผู้อื่น แล้วเราเกิดความรู้สึกสงสาร เห็นอกเห็นใจ หรือเสียใจไปกับเรื่องราวเหล่านั้น แต่ว่าหัวใจสำคัญของ Sympathy ในทางจิตวิทยาก็คือ “การมองจากมุมมองของตัวเราเองเข้าไป” โดยที่เรายังคงยืนอยู่บนพื้นที่ที่ปลอดภัยของเรา และไม่ได้เอาตัวเองลงไปสัมผัสอารมณ์นั้นร่วมกับเขาจริงๆตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในชีวิตประจำวัน เช่น การส่งข้อความแสดงความเสียใจเมื่อทราบข่าวการสูญเสียของคนรู้จัก การบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ หรือการพูดประโยคสั้นๆ ว่า “เสียใจด้วยนะที่ต้องเจอเรื่องแบบนี้” ซึ่งในบริบทของชีวิตและการทำงาน Sympathy มีประโยชน์อย่างยิ่งในการรักษาระยะห่างที่เหมาะสม (Professional Boundary) เพราะช่วยให้เราสามารถแสดงความเอื้อเฟื้อตามมารยาทสังคมได้โดยที่ตัวเราไม่ได้รับเอากระแสอารมณ์ด้านลบเข้ามาจนส่งผลกระทบต่อจิตใจตนเอง แต่ในทางกลับกัน หากเราใช้ Sympathy ในความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด ผู้รับอาจสัมผัสได้ถึง “ระยะห่าง” และอาจรู้สึกว่าตนเองกำลังถูกมองด้วยความเวทนาหรือถูกตัดสินอยู่กลายๆ ได้เหมือนกัน
หาก Sympathy คือการมองดูความทุกข์จากภายนอก คำว่า Empathy (ความเข้าใจความรู้สึก) ก็คือการก้าวข้ามกำแพงนั้น แล้วพยายามเข้าไปทำความเข้าใจอารมณ์ ประสบการณ์ และมุมมองของผู้อื่นจาก “จุดที่เขายืนอยู่จริงๆ” เสมือนว่าเรากำลังลองสวมรองเท้าของเขา เดินในทางที่เขาเดิน และมองโลกผ่านสายตาของเขา โดยปราศจากการวิพากษ์วิจารณ์หรือเอาไม้บรรทัดของเราไปตัดสิน (Non-judgmental) ซึ่งนักจิตวิทยาได้จำแนก Empathy ออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ เพื่อให้เราเข้าใจและนำไปฝึกฝนได้ง่ายขึ้นดังนี้ค่ะ
ตัวอย่างของ Empathy คือการที่เรายอมวางทุกอย่างลง นั่งลงข้างๆ เพื่อนที่กำลังร้องไห้เงียบๆ โดยไม่รีบพูดแทรก ไม่รีบเสนอทางแก้ไขปัญหา แต่ตั้งใจรับฟังอย่างลึกซึ้งเพื่อให้เขารับรู้ว่า “ความเศร้าของเธอนั้นมีค่า และฉันพร้อมจะอยู่เคียงข้างรับฟังมัน”
เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างอย่างชัดเจนและเข้าใจง่ายที่สุด DIYINSPIRENOW ได้สรุปมุมมองเปรียบเทียบในมิติต่างๆ ออกมาเป็นตารางให้ดูง่ายๆ แบบนี้ค่ะ
| ประเด็นเปรียบเทียบ | Sympathy (การเห็นอกเห็นใจ) | Empathy (การเห็นอกเห็นใจ แบบที่เข้าใจความรู้สึก) |
| จุดโฟกัส (Focus) | โฟกัสที่ “เรื่องราวความโชคร้าย” ของเขา | โฟกัสที่ “อารมณ์และความรู้สึก” ของเขา |
| มุมมอง (Perspective) | มองจากมุมของ “ตัวเราเอง” (มองเข้าไปจากภายนอก) | มองจากมุมของ “ตัวเขาเอง” (มองออกมาจากข้างในใจเขา) |
| การเชื่อมต่อ (Connection) | มีระยะห่างที่ปลอดภัย รักษาระยะห่างเชิงอารมณ์ | เชื่อมต่ออย่างลึกซึ้ง ยอมเปิดรับความเปราะบางร่วมกัน |
| ผลลัพธ์ต่อผู้รับ | ผู้รับรู้สึกได้รับความเกื้อกูล แต่บางครั้งอาจรู้สึกโดดเดี่ยว | ผู้รับรู้สึกถูกมองเห็น มีคุณค่า และไม่โดดเดี่ยวในความทุกข์ |
เพื่อให้ผู้อ่านทำความเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น ลองมาดูข้อมูลจากนักวิจัยด้านจิตวิทยาชื่อดัง “ดร. เบรเน บราวน์ (Brené Brown)” ที่ได้เคยนำเสนอภาพเปรียบเทียบ (Metaphor) ที่เข้าใจง่ายกันค่ะ เอาหล่ะ ใครที่กำลังอ่านอยู่ ลองจินตนาการ และทำความเข้าใจผ่านสถานการณ์นี้กันดูนะคะ
สถานการณ์ : มีคนคนหนึ่งตกตกลงไปในบ่อลึกที่มืดมิด และหนาวเหน็บ
Sympathy คือการที่เราเดินไปยืนอยู่ที่ปากบ่อ ชะโงกหน้าลงไปมองแล้วพูดว่า “โถ… น่าสงสารจังเลยนะ ในนั้นคงจะมืดและหนาวมากใช่ไหม สู้ๆ นะ” แล้วเราก็เดินจากไป
แต่ Empathy คือการที่เราเลือกที่จะปีนบันไดลงไปในบ่อที่มืดมิดนั้นด้วยตนเอง นั่งลงข้างๆ เขา โอบไหล่เขาไว้แล้วพูดว่า “ฉันอยู่ตรงนี้นะ ฉันรู้เลยว่ามันมืดและน่ากลัวมาก แต่เธอไม่ได้อยู่คนเดียวนะ” (สำหรับใครที่อยากเห็นภาพมากขึ้น ลองเข้าไปดูคลิปที่อธิบายเรื่องนี้ของ ดร. เบรเน บราวน์ กันต่อได้นะคะ)
เป็นยังไงบ้างคะ พอจะเห็นภาพของความแตกต่างระหว่าง 2 คำนี้มากขึ้นมั้ย ?

แม้ว่าการปีนลงไปนั่งในใจใครสักคน (Empathy) จะเป็นสิ่งที่งดงาม แต่ในทางจิตวิทยา หรือจากประสบการณฺ์ของเราเองนี่แหละหากเราแบกรับความรู้สึกเจ็บปวดของคนอื่นไว้มากเกินไปโดยไม่มีที่ระบาย เราอาจเผชิญกับสภาวะ “Empathy Fatigue” หรืออาการหมดไฟและเหนื่อยล้าจากการรับอารมณ์ร่วมที่หนักหนาเกินไปนั่นเอง ด้วยเหตุนี้เราจึงจำเป็นต้องขยับความรู้สึกขึ้นไปสู่ขั้นสูงสุดของการสื่อสารและการเยียวยาใจ นั่นคือ “Compassion” หรือว่า “ความเมตตากรุณา” นั่นเอง
Compassion คือส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างความเข้าใจอารมณ์อย่างลึกซึ้งบวกเข้ากับ “เจตนาและการลงมือทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อบรรเทาทุกข์ให้เขา” หากเปรียบเทียบกับสถานการณ์คนตกบ่อเมื่อกี้ Compassion จะไม่ใช่แค่การลงไปนั่งเศร้าเป็นเพื่อนในบ่อ แต่คือการที่เราเดินไปจับเชือก หาบันได หรือยื่นมือออกไปเพื่อช่วยดึงเขาให้กลับขึ้นมาจากบ่อมืดมิดนั้นด้วยความยินดีที่จะช่วย ซึ่งการขับเคลื่อนจิตใจด้วย Compassion จะช่วยบำบัดใจทั้งผู้ให้และผู้รับ เพราะสิ่งนี้จะแปรเปลี่ยนพลังความโศกเศร้าให้กลายเป็น “พลังแห่งการสร้างสรรค์และการเยียวยา” ที่จับต้องได้จริงในชีวิตของเรานั่นเองค่ะ

อยากชวนทุกคนลองคิดตามว่า หากวันหนึ่งมนุษย์อย่างเราขาดสามสิ่งนี้ไป ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตและสังคมรอบตัวจะเป็นอย่างไร? ลองคิดดูก่อน แล้วมาดูสิ่งที่เราจะบอกกันค่ะ

ทักษะทางอารมณ์เหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่เป็นพรสวรรค์ติดตัวมาแต่เกิดใช่มั้ยหล่ะคะ แต่เป็นสิ่งที่เราสามารถฝึกฝนให้เราเติบโตขึ้นได้ในทุกๆ วัน ลองมาดูเทคนิคทางจิตวิทยาง่ายๆ ที่เราเอามาฝากกันค่ะ
เริ่มต้นฝึกง่ายๆ ด้วยการสังเกตผู้คนรอบตัวในชีวิตประจำวันด้วยสายตาที่เปิดกว้างและไร้อคติ ลองมองดูพนักงานส่งของที่กำลังยืนตากแดดร้อนจัด หรือมองเพื่อนร่วมงานที่กำลังนั่งถอนหายใจยาว แล้วลองคิดทบทวนว่า “เขาก็กำลังพยายามทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่เพื่อขับเคลื่อนชีวิตเหมือนกับเรานะ” การฝึกนึกถึงใจเขาใจเราในเรื่องเล็กๆ จะช่วยทลายกำแพงความเฉยชาของเรา และปลุกความรู้สึกเห็นอกเห็นใจขั้นพื้นฐานให้ตื่นขึ้นได้ค่ะ
เมื่อมีใครสักคนเดินเข้ามาปรับทุกข์กับเรา สิ่งแรกที่ต้องฝึกคือ “การเตือนตัวเองในความตั้งใจ หรือความคิดที่จะสั่งสอน เสนอแนะ หรือรีบด่วนสรุปหาทางแก้ไข” ให้วางกรอบความคิดของตัวเองลงชั่วคราว แล้วใช้หูและหัวใจรับฟังสิ่งที่เขาพูดอย่างจดจ่อ ลองจินตนาการดูว่าถ้าเราเติบโตมาในสภาพแวดล้อมแบบเขา ต้องแบกรับแรงกดดันแบบเขา เราจะรู้สึกยังไง การฟังโดยไม่ตัดสิน (deep listening) จะช่วยให้เราสวมรองเท้าของเขาได้มากขึ้นกว่าเดิมค่ะ
หลังจากที่เราเข้าใจความรู้สึกของเขาแล้ว ให้เราขยับความรู้สึกสะเทือนใจนั้นมาสู่เจตนาที่ดี ด้วยการถามตนเองหรือเอ่ยปากถามอีกฝ่ายตรงๆ ด้วยความอ่อนโยนว่า “มีสิ่งเล็กๆ สิ่งไหนในตอนนี้ที่ฉันพอจะช่วยทำเพื่อแบ่งเบาความทุกข์หรือทำให้เธอสบายใจขึ้นได้บ้างมั้ย ?” แม้จะเป็นเพียงการหยิบยื่นน้ำอุ่นให้สักแก้ว หรือการช่วยดูแลงานส่วนเล็กๆ ให้ แต่เจตนาที่อยากเห็นเขาพ้นทุกข์และการลงมือทำของเรานี้ จะช่วยส่งต่อพลังบวกอันยิ่งใหญ่กลับคืนสู่สังคมได้ค่ะ

ในการสื่อสารจริง บางประโยคที่เราคิดว่าพูดเพื่อปลอบใจ อาจแฝงไปด้วยพลังงานลบ (Toxic Positivity) โดยที่เราไม่รู้ตัว เราเลยอยากชวนมาลองมาดูเช็กลิสต์ประโยคคำพูดเพื่อนำไปปรับใช้ในการเยียวยาใจคนรอบข้างกันค่ะ

| Inspire Now ! : ในท้ายที่สุดแล้ว ไม่มีระดับความรู้สึกไหนที่ผิดหรือไร้ค่าทั้งนั้นนะคะ ทั้ง Sympathy, Empathy และ Compassion ต่างก็ทำหน้าที่และมีบริบทความสำคัญในสถานการณ์ที่แตกต่างกันไป สิ่งสำคัญคือการมีสติและตระหนักรู้ในตนเองอยู่เสมอว่า ในความสัมพันธ์ตรงหน้านั้น เราควรเลือกหยิบยื่นความรู้สึกระดับใดไปปรับใช้เพื่อโอบอุ้มจิตใจของกันและกันได้อย่างเหมาะสมที่สุด และการเริ่มต้นฝึกฝนเปิดใจรับฟัง สวมรองเท้าของผู้อื่น และพร้อมยื่นมือเข้าช่วยเหลือด้วยความอ่อนโยน จะช่วยแปรเปลี่ยนคำพูดธรรมดาให้กลายเป็นพลังงานบริสุทธิ์ที่โอบอุ้มจิตใจ และช่วยขับเคลื่อนตัวเราไปสู่เวอร์ชันที่ดีขึ้นในทุกๆ วัน เป็นการร่วมสร้างสรรค์สังคมที่เต็มไปด้วยความเข้าใจและงดงามไปด้วยกันนั่นเองค่ะ |
|---|
DIYINSPIRENOW ทำให้ฉันเป็นคนใหม่ที่ดีกว่าที่ดีกว่าเดิมใช่ไหม ? ใครฝึกเรื่อง Empathy แล้วได้ผลเป็นยังไง ความสัมพันธ์ดีขึ้นแค่ไหน มาคอมเมนต์พูดคุยกันนะคะ ♡
เลี้ยงชานมเป็นกำลังใจให้นักเขียน หรือ สนับสนุนเว็บ DIYINSPIRENOW ให้เราผลิตคอนเท้นต์ดีๆต่อไปกันน้า
ขอบคุณที่ซัพพอร์ตเป็นกำลังใจให้ทีมเรานะคะ 💚
กินได้อาจไม่ปลอดภัยเสมอไป มาทำความเข้าใจว่า นักกิจกรรมบำบัด คือ ใคร พร้อมแชร์เทคนิค ฝึกกลืนอาหาร ใน ผู้สูงอายุ เพื่อทุกมื้ออาหารที่ปลอดภัย
ยิ่งขยันยิ่งหมดไฟ อาจเพราะคุณใช้เชื้อเพลิงผิดประเภท! มาหาคำตอบว่า Self Motivation คืออะไร พร้อมทริคชาร์จพลังใจจากข้างในที่ทำได้จริงและดีต่อใจในระยะยาว
เจาะลึกเบื้องหลังความเข้าใจตนเองที่มากกว่าแค่การทำแบบทดสอบ ชวนสำรวจแผนที่ชีวิต เพื่อการเติบโตจากภายใน พร้อมแนวทางประยุกต์ใช้ MBTI 16 บุคลิกภาพ ให้ลงตัวในแบบที่เป็นคุณ
