กล่าวได้ว่ายุคนี้ เป็นยุคแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต คือ การเรียนไม่ได้สิ้นสุดแค่ในห้องเรียน หรือการจบจากการศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่เป็นการเรียนรู้นอกห้องเรียน เรียนรู้จากประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้น และในยุคปัจจุบันต้องมีการ Re – Skills และสร้าง Skills ต่างๆ ที่มีความแตกต่างไปจากยุคก่อนๆ มาก เพราะว่าโลกได้เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งหนึ่งในทักษะที่จำเป็นสำหรับยุคนี้คือ Creative Thinking คือ ทักษะความคิดสร้างสรรค์ที่เรารู้จักกันดี ในอดีต ทักษะนี้อาจถูกมองว่าจำเป็นเฉพาะในสายงาน Creative งานในวงการบันเทิง งานในเชิงสร้างสรรค์งานศิลปะหรืออาชีพนักออกแบบ – ศิลปินเท่านั้น แต่ปัจจุบัน ทักษะนี้มีความจำเป็นอย่างมากในแทบจะทุกๆ สายงาน ทั้งยังจำเป็นในการดำเนินชีวิตประจำวันของเราด้วย แล้วเราจะฝึกตัวเองให้มี Creative Thinking ได้อย่างไร ? ไปดูพร้อมๆ กันเลยค่ะ
Creative Thinking คือ อะไร ? สำคัญแค่ไหนในยุคปัจจุบัน
Image Credit : freepik.com
Creative Thinking หมายถึงการคิดอย่างสร้างสรรค์ คำว่าสร้างสรรค์ หมายถึง การริเริ่มในทางที่ดี หรือการสร้างให้มีขึ้น โดยการได้รับข้อมูลใหม่ๆ ผสมผสานกับความรู้ทักษะที่มีอยู่แต่เดิม และก่อเกิดเป็นไอเดียที่ไม่เหมือนใคร โดยรวมแล้วก็คือ ความคิดหรือไอเดียที่มีความแปลกใหม่ และเป็นไปในทิศทางที่ดี ซึ่งบางคนอาจคิดว่า ความคิดสร้างสรรค์เป็นคุณสมบัติเฉพาะบุคคลเท่านั้น ความจริงแล้ว ความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่สามารถฝึกได้ การคิดสร้างสรรค์ มีความสัมพันธ์กับการมี Critical Thinking คือทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ ทั้งยังเกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหา การจัดระบบความคิด และรวมถึงการสื่อสารด้วย เมื่อนำเอาคุณสมบัติเหล่านี้มารวมกัน ก็สามารถเกิดเเป็นความคิดที่สร้างสรรค์ และสามารถนำไปใช้สถานการณ์ต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะในที่เรียน ที่ทำงาน หรือใช้ในชีวิตประจำวัน
ปัจจุบัน Creative Thinking คือหนึ่งใน Soft Skills ที่หลายๆ องค์กรต้องการ เพราะการมีความคิดสร้างสรรค์ ก็จะทำให้เกิดการสรรสร้างผลงานและนวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับองค์กร อันจะทำให้องค์กรมีการเติบโตพัฒนามากขึ้น ทั้งนี้ ยังไม่ได้ใช้เฉพาะกับงานผลิตผลงานเท่านั้น การมีความคิดสร้างสรรค์ยังมีประโยชน์ในด้านต่างๆ ดังนี้
- เพิ่มพูนทักษะการแก้ปัญหา เพราะในแต่ละวันนั้น ไม่ว่าจะเรื่องเรียน เรื่องงาน หรือเรื่องอื่นๆ ย่อมจะต้องเกิดปัญหาขึ้น และความคิดสร้างสรรค์จะทำให้เรามองเห็นวิธีการแก้ไขปัญหาได้อย่างหลากหลาย ด้วยวิธีการที่แปลกใหม่ และสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีเยี่ยมมากขึ้น
- ช่วยเรื่องการทำงานเป็นทีม ความคิดสร้างสรรค์จะเกิดขึ้นได้ดีเมื่อเกิดการ Brainstorm แชร์ไอเดียให้แก่กันละกัน ดังนั้น การพัฒนาแนวคิดใหม่ๆ ร่วมกันเป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในทีม และก่อให้เกิดการผลิตผลงานที่มีคุณภาพ
- เพิ่มประสิทธิผลของงาน การมี Creative Thinking คือสิ่งที่ทำให้เราสามารถผลิตชิ้นงานได้ออกมาอย่างมีคุณภาพ ทั้งยังทำงานด้วยความสนุก เต็มไปด้วยไอเดียใหม่ๆ และมีแรงบันดาลใจในการทำงานมากขึ้นด้วย
- เพิ่ม Self – Awareness ให้กับตัวเอง การลองก้าวออกจากวิธีคิดแบบเดิมๆ จะช่วยเพิ่มความตระหนักรู้ในตนเองมากขึ้น เราอาจค้บพบความรู้ ความสามารถ และทักษะที่ซ่อนอยู่ในตัวก็เป็นได้
[affegg id=4536]
จะฝึกการมี Creative Thinking ได้อย่างไรบ้าง ?
อย่างที่กล่าวไปว่า Creative Thinking คือสิ่งที่สามารถฝึกฝนได้ และถ้าอยากเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้นนั้น จะฝึกได้อย่างไร ไปดูกันเลยค่ะ
1. สนใจสิ่งต่างๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
Image Credit : freepik.com
เคยสังเกตไหมคะว่า คนที่ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอมักจะเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ เพราะคนที่มีความอยากรู้อยากเห็นมักสนใจเรื่องต่างๆ อย่างหลากหลาย มีข้อมูลรอบด้าน สนใจที่จะทำความรู้จักกับแนวคิด ทฤษฎีใหม่ๆ อยู่เสมอ ซึ่งความหลากหลายนี้เองนำมาสู่การสร้างสรรค์วิธีคิดใหม่ๆ หรือแนวทางใหม่ๆ จากการนำเอาสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ในตัวมาผสมผสานกัน เกิดเป็นความคิดที่แปลกใหม่นั่นเอง
2. ลองเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันของตัวเองดูบ้าง
การทำอะไรตามรูทีนอาจเป็นสิ่งที่ทำให้เราสามารถจัดการเวลาได้ดีและโฟกัสอยู่กับสิ่งที่ต้องทำโดยไม่วอกแวก แต่นั่นก็อาจเป็นตัวขัดขวางการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของเราได้เช่นกัน การเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันเล็กๆ น้อยๆ เป็นการท้าทายตัวเองให้ทำสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิม ซึ่งอาจช่วยให้เราค้นพบวิธีคิดใหม่ๆ ได้ และยังเป็นการเพิ่มทักษะการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ด้วย เช่น ลองขับรถกลับบ้านในเส้นทางใหม่ๆ หรือลองสั่งอาหารเมนูใหม่ๆ ให้ไม่ซ้ำกันเลยแต่ละวัน การกระทำเล็กๆ น้อยๆ นี้ ก็นำไปสู่การพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์ได้เช่นกัน
3. ลองจินตนาการดูว่าจะปรับปรุงสิ่งต่างๆ ได้อย่างไร
อีกหนึ่งวิธีในการพัฒนา Creative Thinking คือ การลองฝึกคิดดูว่าเราจะทำสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้นได้อย่างไร ซึ่งไม่ต้องไปเคร่งเครียดจริงจังมากนะคะ เพราะเดี๋ยวจะเครียดกันไปเสียก่อน แต่ลองคิดถึงวิธีที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตประจำวันมากขึ้น เพื่อฝึกการคิดถึงแนวทางใหม่ๆ เช่น จะทำงานได้ไวขึ้นได้อย่างไร จะอ่านหนังสือได้มากขึ้นได้อย่างไร จะไปถึงที่หมายเร็วขึ้นได้อย่างไร (โดยไม่อันตรายและไม่ฝ่าฝืนกฎจราจร) เป็นต้น
4. กระตุ้นสมองของเราด้วยการเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ
Image Credit : freepik.com
สมองของเรามักจะตอบสนองต่อสิ่งใหม่ๆ ได้ดี ทั้งยังเป็นการกระตุ้นระบบประสาทสัมผัสในร่างกายมากขึ้นด้วย ทั้งรูป รส กลิ่น เสียง การสัมผัส ดังนั้น ลองเพิ่มสีสันใหม่ๆ ให้กับตัวเองดู ไม่ว่าเป็นการใส่เสื้อผ้าสีสันใหม่ๆ ลองฟังเพลงใหม่ๆ ที่ต่างจากแนวเพลงที่ชอบ หรือแม้แต่การลงเรียนคอร์สใหม่ๆ อย่างคอร์สศิลปะ คอร์สทำงานประดิษฐ์ คอร์สทำอาหาร เป็นต้น การได้สัมผัสสิ่งใหม่ๆ ที่มีความแตกต่างไปจากเดิม เป็นการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของเราจากการได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ นั่นเอง
[affegg id=4537]
5. ค้นหาช่วงเวลาแห่งการสร้างสรรค์ให้พบ
บางทีแล้ว ความคิดสร้างสรรค์อาจไม่ได้ขึ้นกับพฤติกรรมหรือ Mindset เท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับช่วงเวลาด้วย! เพราะบางคนมีช่วงเวลาที่ Productive ต่างกัน บางคนชอบตื่นเช้าและหัวสมองแล่นในช่วงเช้า บางคนอาจจะเป็นในช่วงสาย บางคนรู้สึกกระปรี้กระเปร่าในช่วงบ่าย หรือบางคนกลับคึกตอนดึกๆ ก็มี หากอิงตามแนวคิด Chronotype หรือนาฬิกาชีวิต คือสิ่งที่กำหนดความ Productive ของเราตามช่วงเวลา จึงเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องหาให้พบว่า ช่วงเวลาที่เรามีความคิดสร้างสรรค์มากที่สุดนั้น คือช่วงเวลาไหน เพราะถ้าเราหามันพบ ก็จะยิ่งทำให้การทำงานเป็นไปอย่างง่ายดายมากขึ้น และดึงเอาศักยภาพของตัวเองออกมาได้อย่างถูกช่วงเวลามากยิ่งขึ้นด้วย
6. ต้องกล้าเสี่ยงและไม่กลัวที่จะผิดพลาด
การพัฒนาทักษะ Creative Thinking คือ ความกล้าที่จะก้าวออกจาก Comfort zone และกล้าเสี่ยงทำอะไรที่ไม่เคยทำมาก่อน เพื่อเป็นการพัฒนาความสามารถของตัวเอง และแม้ว่าการลองทำอะไรใหม่ๆ จะไปได้ประสบความสำเร็จไปเสียทุกครั้ง อย่างน้อยๆ ก็เกิดการเรียนรู้ และนำไปสู่การคิดสร้างสรรค์เพื่อที่จะปรับปรุงพัฒนาตัวเองต่อไป อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ ต้องเข้าใจด้วยว่าความผิดพลาดหรือความล้มเหลวเป็นหนึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นได้ เพราะถ้าหากเรากลัวการทำผิดพลาด เราก็จะไม่กล้าลองทำสิ่งใหม่ๆ นั่นคือการหยุดอยู่กับที่ และไม่มีการเติบโตก้าวหน้า สิ่งใหม่ที่ดีกว่าเดิมจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการลงมือทำเท่านั้น จะเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ได้ ก็ต้องมีการลองผิดลองถูกมาก่อนเช่นกัน
7. อย่าลืมมองหาแรงบันดาลใจ
Image Credit : freepik.com
เป็นความจริงที่ว่า ความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้ผุดขึ้นมาอย่างไม่มีที่มาที่ไป บางครั้งความคิดสร้างสรรคฺ์เกิดขึ้นโดยการเก็บเล็กผสมน้อยจากทรัพยากรต่างๆ อาทิ ความคิดเห็นของผู้ร่วมงาน ข้อเสนอแนะจากหัวหน้างาน หรือการอภิปรายในที่ประชุม หรืออาจเกิดจากการอ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังพอตแคสต์ ฟังเพลง หรือแม้กระทั่งการเดินชมพิพิธภัณฑ์หรือเดินดูงานศิลปะในแกลลอรี่ก็อาจสร้างแรงบันดาลใจให้กับเราและก่อเกิดเป็นความคิดสร้างสรรค์ขึ้นมาได้ ดังนั้น ถ้าคิดอะไรไม่ออก อย่ามัวจมจ่อมนั่งเค้นเอาความคิดออกมา แต่จงออกไปข้างนอก ไปพบเจอผู้คน ไปเจอสิ่งต่างๆ ที่อาจจะกลายมาเป็นแรงบันดาลใจอันล้ำเลิศอย่างคิดไม่ถึงก็ได้ค่ะ
[affegg id=4538]
Inspire Now ! : ความคิดสร้างสรรค์เป็นคุณสมบัติที่สำคัญในยุคปัจจุบัน เพราะเป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงและการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ เป็นยุคที่ทุกคนสามารถแสดงความเป็นตัวตนของตัวเองออกมาได้อย่างไม่มีปิดกั้น และยังเป็นยุคที่ทุกคนแสวงหาองค์ความรู้ใหม่ๆ นวัตกรรมใหม่ๆ ที่สามารถรับมือกับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงและเปลี่ยนผ่านไปอย่างในทุกวันนี้ ทั้งนี้ ความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่สามารถฝึกฝนพัฒนาได้ นอกเหนือจากวิธีต่างๆ แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ การให้เวลากับตัวเอง การมี Creative Thinking คือทักษะที่ต้องเรียนรู้ไปตลอดชีวิต และไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าตรงไหนคือจุดสิ้นสุดของการคิดสร้างสรรค์ เพราะฉะนั้น ความคิดสร้างสรรค์เปรียบเสมือนการเดินทางที่ยาวไกล ซึ่งเราสามารถเพลิดเพลินและสนุกไปกับมันได้ในตลอดเส้นทางที่ก้าวเดิน |
---|
DIY INSPIRE NOW ทำให้ฉันเป็นคนใหม่ที่ดีกว่าเดิมใช่ไหม ? ใครอยากมีความคิดสร้างสรรค์มากกว่าเดิม ก็ลองนำเอาวิธีที่เรานำมาฝากกันไปทำตามได้นะ หรือมใครมีวิธีอื่นๆ ก็สามารถร่วมแชร์ประสบการณ์โดยการคอมเมนต์ได้เลยค่ะ ♡
อ้างอิงข้อมูลบางส่วนจาก : verywellmind.com, theforage.com, uk.indeed.com, betterup.com
Featured Image Credit : freepik.com/rawpixel.com